Saturday, April 8, 2017

มาช้อนปลาทองกันเถอะ~

    สวัสดีค่ะ ช่วงนี้แทบไม่ได้อัพบล็อคเลย ช่วงก่อนหน้านี้งานทับถมมากค่ะ จะตายแล้ว 555 ช่วงนี้มีเวลาว่างขึ้นหน่อยนึง (เหมือนช่วงลมสงบก่อนพายุไฟนอลจะมาก 555) เลยแว่บมาอัพบล็อคหน่อยนึงค่ะ (ฮืออ เราอยากว่างจังงง /นอนแผ่)

     การบ้านเรื่องการเขียนบรรยายคราวที่แล้วเราเขียนเรื่องช้อนปลาทองไปค่ะ เป็นเรื่องที่เราได้แรงบันดาลใจ (จะเรียกว่าได้แรงบันดาลใจได้มั้ยเนี่ย ไปเอาพล็อตเขามาเกือบหมดเลย 555) มาจากเพลง金魚すくい ของ 藤田麻衣子 ค่ะ แล้วจริงๆที่เราไปรู้จักเพลงนี้เพราะเคยอ่านการ์ตูนที่คนเขียนใช้เพลงนี้เป็นธีมของเรื่องค่ะ 555 แต่การ์ตูนเรื่องนั้นเขาทำให้ตัวเอกเป็นคนที่ถูกช่วยออกมาจากที่ที่เขาโดนกักขังไว้ แต่สุดท้ายออกมาแล้วก็ตายอยู่ดีค่ะ ตอนอ่านการ์ตูนเรื่องนั้นจำได้ว่าร้องไห้หนักมาก ฮือ แล้วก็ชอบมากจนไปหาเพลงนี้มาฟัง พอฟังเพลงแล้วก็ชอบมากเหมือนกันค่ะ



(藤田麻衣子―魚すくい)


     ตอนก่อนจะเขียนก็ได้ไปหาข้อมูลเรื่องการช้อนปลาทองมาบ้าง (แต่ก็ไม่ได้ใช้อะไรเลย 555) เลยคิดว่าจะลองเอามาเขียนรวมในไว้บล็อคดูค่ะ แต่จริงๆมันก็ไม่ได้มีเยอะเท่าไหร่หรอก 55



ประวัติการช้อนปลาทอง

     จริงๆคิดว่าทุกคนคงจะรู้จักการช้อนปลาทองที่ชอบมีอยู่ตามงานเทศกาลของญี่ปุ่นกันอยู่แล้วเลยจะขอไม่อธิบายการชอนปลาทองในปัจจุบันนะคะ 55 จากที่เราไปหาๆมา การช้อนปลาทองมีมาตั้งแต่สมัยเอโดะค่ะ เห็นว่าเมื่อก่อนจะช้อนกันในเรือไม้ (เข้าใจว่าน่าจะเอาเรือมาทำเป็นอ่านค่ะ 55) หรือไม่ก็ในบ่อน้ำในสวนญี่ปุ่นค่ะ ส่วนของที่ใช้ช้อนก็เป็นตาข่ายปรกติ ไม่ใช่ไม้ขึงกระดาษที่ขาดง่ายๆแบบทกวันนี้ เป็นการแข่งกันว่าใครจะช้อนได้เยอะกว่ากันในเวลาที่กำหนดเฉยๆค่ะ แล้วพอช้อนแล้วก็เอากลับบ้านไม่ได้ด้วยค่ะ 55
     พอถึงช่วงกลางๆเมจิถึงได้เริ่มมีการให้เอาปลาทองที่ช้อนมากลับบ้านได้ค่ะ พอให้เอากลับบ้านได้คนขายเลยต้องหาวิธีให้มันช้อนยากขึ้น ไม่งั้นไม่เหลือปลาพอดี เลยเริ่มใช้ไม้ช้อนที่ขึงด้วยกระดาษแบบทุกวันนี้ค่ะ แต่สมัยก่อนจะใช้เป็นด้ามโลหะค่ะ แล้วพอถึงช่วงปลายยุคไทโชก็กลายมาเป็นการช้อนปลาทองแบบที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ค่ะ



ไม้ช้อนปลาทอง

     จริงๆก็มีอยู่แค่สองอย่างค่ะ คือปลา กับไม้ช้อนปลา 555 ตอนเขียนๆไปไม่รู้จะเรียกไม้ช้อนปลาว่าอะไรดี พอไปหาดูแล้วเหมือนเขาจะเรียกว่า ポイ หรือบางทีเรียกว่า すくい枠 ก็มีค่ะ ปัจจุบันจะเป็นด้ามพลาสติก แล้วกระดาษที่ขึงก็มีระดับความหนาบางด้วยค่ะ ความหนาจะมีระดับ 4号〜8号 แต่ที่ขายอยู่ทั่วไปจะนิยมเรียกเป็นคำบอกระดับเช่น 強・並・弱 มากกว่าค่ะ นอกจากนี้แล้ว ポイ ยังมีทั้งแบบใช้แล้วทิ้งกับแบบที่พอกระดาษขาดก็เอากระดาษใหม่มาใส่แล้วใช้ซ้ำได้ด้วยค่ะ



ปลาทองที่ใช้ในการช้อนปลาทอง

     คำว่าปลาทองในภาษาไทย พอพูดแล้วเรารู้สึกว่าจะนึกถึงปลาทองหัวใหญ่ๆที่มีโหนกยังไงก็ไม่รู้ ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนเรามั้ย 555 แต่คำว่า 金魚 เรารู้สึกว่ามันทำให้นึกถึงปลาทองตัวเล็กๆมากกว่า ตอนเขียนเรื่องช้อนปลาทอง มีคนคอมเมนต์ว่าอยากให้อธิบายหน้าตาปลาทองมากกว่านี้ เราเลยไปหาพันธุ์ของปลาทองมา แต่สรุปก็ไม่ได้เขียนไปละเอียดอยู่ดี 555 ที่เราหามาก็มีประมาณนี้ค่ะ



小赤(こあか)


(ที่มา : http://koushinbi-mitei.blog.so-net.ne.jp/2014-06-12)


     ปลา 小赤 เป็นปลาที่เห็นใช้กันเยอะที่สุดค่ะ ขนาดจะเล็กๆ 小赤 เป็นคำที่ใช้เรียก ปลา 和金 ที่มีขนาดประมาณ 5 เซ็นค่ะ (ปลาทองในเรื่องที่เราเขียนก็เป็นปลาทองพันธุ์นี้ค่ะ ถึงจะไม่ได้เขียนไปในเรื่องก็เถอะ 555)



出目金(でめきん)

     คือ...มันเป็นปลาทองที่เรารู้สึกว่าหน้าตามันแย่มากค่ะ 5555 ปลาพันธุ์นี้เห็นมีใช้ทั้งสีดำแล้วก็สีส้มเลยค่ะ แต่รู้สึกว่าไม่ว่าสีไหนมันก็หน้าตาแย่พอกัน ฮือ...555 หน้าตาก็จะประมาณนี้...


(ที่มา : https://www.shopping-charm.jp/ItemDetail.aspx?itemId=18720)


ประมาณนี้....


(ที่มา : https://matome.naver.jp/odai/2146750982763635301/2146751029064005003)


     ที่มาของชื่อพันธุ์ 出目金 มาจากการที่ตาของมันโปนออกมา (อย่างน่ากลัว) นั่นเองค่ะ...เหมือนว่ามันจะถูกใช้เป็นอาหารสำหรับปลาพันธุ์ใหญ่ด้วยค่ะ ตอนแรกเรากะให้ปลาทองในเรื่องเป็นปลาทองพันธุ์นี้สีดำ แล้วให้มันมีปมว่าหน้าตาแย่ แต่มันหน้าตาแย่ไปนิด สรุปก็เลยให้เป็นปลา 小赤 ไปแทนค่ะ 555



姉金(あねきん)

     มันก็คือ 小赤 ขนาดกลางนั่นเองค่ะ 555 หน้าตาเหมือน 小赤 เลย (เพราะงั้นเราจะไม่แปะรูปนะคะ 555) เพราะยังไงทั้งคู่ก็คือ 和金 เหมือนกัน แต่ 姉金 จะเป็นคำเรียก 和金 ที่ขนาดประมาณ 10 เซ็นค่ะ

     นอกจากนี้แล้วบางทีก็มีพันธุ์หรูๆใส่มาบ้าง อย่างพวกオランダシシガシラ (ปลาทองแบบที่จะนึกถึงเวลาพูดคำว่าปลาทองในภาษาไทย 555) แต่จะใส่มานิดเดียวค่ะ เขาจะเรียกว่า 大物 ตอนหาๆรูปอยู่เห็นว่ามีเจ้าที่ใส่ปลาคาร์ฟตัวเล็กๆลงไปด้วย ยิ่งใหญ่มาก 555  





     เย ที่เราหาๆมาก็มีประมาณนี้ค่ะ (ไม่ได้ใช้ในเรื่องที่เขียนไปตรงไหนเลย 555) ที่มาของข้อมูลเรื่องประวัติมาจากเว็บนี้ค่ะ ส่วนข้อมูลเรื่องพันธุ์ปลาที่ใช้กับเรื่องไม้ช้อนปลาส่วนใหญ่มาจากวิกิค่ะ ตอนแรกตกใจมากที่มีวิกิเรื่องการช้อนปลาทองด้วย 555 เรื่องที่จะเขียนวันนี้ก็มีประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ 




Saturday, March 18, 2017

目に浮かぶ描写

     สวัสดีค่ะ หลังจากไม่ได้อัพมานาน เรากลับมาแล้วค่ะ 555 จากที่ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องการเขียนให้ข้อมูลหรือการเขียนแนะนำ คราวนี้เราจะมาพูดเรื่องการเขียนบรรยายกันค่ะ สิ่งที่เราได้ลองทำในครั้งนี้ก็คือการอธิบายสถานการณ์จากรูปภาพค่ะ

     ที่อาจารย์ให้ทำในห้องคือให้จับคู่กับเพื่อนแล้วนั่งหันหน้าเข้าหากัน ฝ่ายนึงจะเห็นรูปที่ฉายบนจอหน้าห้อง ส่วนอีกคนจะไม่เห็น แล้วคนที่เห็นภาพจะต้องอธิบายสถานการณ์ในรูปให้คนที่ไม่เห็นฟังค่ะ

รูปที่เราได้เป็นรูปแรกคือรูปนี้ค่ะ



     ดูตอนแรกเราไม่เข้าใจเลยค่ะว่ารูปมันหมายความว่าอะไร 5555 จนให้คนอื่นอธิบายถึงได้เข้าใจว่ามันทำอะไรอยู่ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร 5555 เราเลยพูดไปแบบงงๆค่ะ

     คือ......การบ้านที่ได้มาคือให้อัดเสียงแล้วมาถอดเทป แต่พอเราฟังที่เราอัดมาปรากฏว่าเรากดผิดค่ะ..........คือตอนเริ่มอัดไปสักพักมือเราคงเผลอไปโดนปุ่มหยุด แล้วพอพูดเสร็จกดหยุดมันก็พลายเป็นเริ่มอัดต่อแทน.......ฮืออออออออ เราจะพยายามเขียนมาจากความจำเอานะคะ ฮือ.....


ที่เราพูดมาจะเป็นประมาณนี้ค่ะ

 犬と子供がいて、で、子供が、犬の後ろに乗ろうと思って、(จนถึงตรงนี้คือที่อัดเสียงมา ต่อจากนี้จะเป็นที่มาจากความจำค่ะ......) 馬に乗るみたいに...子供は犬に近づいて、でもそのとき犬がおきて、子供が犬と目が合った。だから、子供は犬の後ろから入ろうと思って、ぐるーと後ろに回った。でも犬も体の方向を変えて、後ろを向いたので、子供がまた犬と顔合わせになった。






     เสร็จแล้วอาจารย์ก็ให้เราดูที่คนญี่ปุ่นเขียนบรรยายภาพนี้ 表現 ที่เราชอบหรือคิดว่าน่าจะเอามาใช้จะมีประมาณนี้ค่ะ

1 . 犬の上に乗って遊ぶ
2 . きょとんとする
3 . ハイハイする
4 . 犬が目をあける ← อันนี้คิดว่าน่าจะเอามาให้เพราะพอบอกเพื่อนว่า犬がおきて แล้วเพื่อนนึกว่าหมาลุกขึ้นยืน เลยคิดว่าน่าจะใช้อันนี้แทนจะชัดเจนกว่าค่ะ






     แล้วหลังจากนั้นอาจารย์ก็อธิบายว่าการบรรยายที่ดีมันเป็นยังไงบ้าง สรุปได้ว่าการบรรยายที่ดีจะต้องเป็นการบรรยายที่ทำให้เกิด 臨場感 ค่ะ และสิ่งที่ทำให้เกิด 臨場感 หลักๆก็คือ 3 อย่างนี้ค่ะ

1 . 文末表現 

     พวก ~てくる、~てしまう เป็นต้นค่ะ พอมีแล้วมันจะทำให้ประโยคมาอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าการจบประโยคแบบห้วนๆค่ะ

2 . オノマトペ

     หรือก็คือคำเลียนเสียงธรรมชาตินั่นเองค่ะ ที่เราใช้ไปก็มี ぐるーと ใช้ตอนที่บอกว่าเด็กคลานอ้อมไปค่ะ การใช้ オノマトペ จะทำให้เกิดความมีชีวิตชีวาในการบรรยาย เหมือนเวลาเราใช้คำอย่าง ฟรุ้งฟริ้ง ในภาษาไทยค่ะ (เหมือนมั้ยนะ 555)

3 . 複合動詞

     複合動詞 ก็คือกริยาผสมค่ะ อย่างเช่น 回り込む เป็นต้นค่ะ เราคิดว่าการใช้ 複合動詞 น่าจะทำให้การอธิบายชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ เพราะเราใส่ความหมายที่เจอจงเข้าไปกว่าเดิม อย่าง 回り込む ชัดเจนกว่า 回る ว่าไม่ใช่แค่วนไปรอบๆเฉยๆนะ





พอเรียนกันไปแล้ว อาจารย์ก็ให้ลองทำอีกรอบค่ะ คราวนี้รูปที่เราได้คือรูปนี้ค่ะ







คราวนี้ที่เราพูดไปจะเป็นแบบนี้ค่ะ! (ไม่กดผิดแล้วนะ...;w;)

     男の人がホテルのロビーで、あ、ソファー...ホテルのロビーのソファーで...に...に座っています。で、隣は、なんか、一人のおじさんが新聞を読んでいます。で、その男が周りを見ると、なんか、えっと...、地図を持っている外国人と目があって、その外国人が、なんか、道を聞こうとして近づいて来たんですが、その男が、えー、たぶん、外国人と話したくないので、その隣のおじさんに近づいていって、そのおじさんが読んでいる新聞の後ろに隠れた。

     อืม...รู้สึกว่าเนื้อหารู้เรื่องมากขึ้น (เพราะคนพูดเข้าใจเนื้อหามากกว่าอันที่แล้ว 555) แต่รู้สึกว่าการสื่ออารมณ์ (?) น้อยลงค่ะ ตอนครั้งแรงเรายังมีการใช้ オノマトペ บ้าง แต่รู้สึกว่าอันหลังไม่มีเลยค่ะ เป็นเหมือนการบอกข้อมูลเฉยๆ






พอมาเทียบกันสองอันแล้วทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราต้องระวังคือ

1 . พยายามทำให้เกิด 臨場感 มากขึ้น โดยที่ข้อมูลยังถูกต้องและเข้าใจง่าย

2 . พยายามใช้ 複合動詞 ให้มากขึ้น จะเห็นว่าในที่พูดไปสองครั้งเราไม่ได้ใช้ 複合動詞 เลยสักครั้งค่ะ

3 . พยายามทำความเข้าใจข้อมูลก่อนจะนำไปอธิบาย..... พอไม่เข้าใจแล้วมันก็อธิบายไม่ได้จริงๆค่ะ 555


     วันนี้ก็มีประมาณนี้ค่ะ เนื้อหาอาจจะน้อยๆไปหน่อย (รึเปล่า? 555) แต่ก็ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ





Saturday, March 4, 2017

HP紹介文 - My New Me -

     สวัสดีค่ะ หลังจากคราวที่แล้วเขียนเรื่องที่สนใจไป คราวนี้กลับมาเป็นบล็อคส่งการบ้านแล้วค่ะ แฮ่ 555 วันนี้จะเป็นการเขียนแนะนำมหาวิทยาลัยค่ะ! โจทย์ของคราวนี้ก็คือให้เขียนแนะนำมหาวิทยาลัยหรือคณะค่ะ โดยจะเขียนแนะนำเกี่ยวกับอะไรก็ได้ เราเลยเลือกเขียนแนะนำอาหารของโรงอาหารในมหาวิทยาลัยค่ะ (สายกิน 555) งานคราวนี้เราจะทำกัน 7(?) ขั้นตอนค่ะ (นับดูแล้วก็เยอะเหมือนกันนะเนี่ย 555)







1.รวบรวมข้อมูลภาษาไทย

     ขั้นตอนนี้เราไม่ได้ทำอะไรมากเท่าไหร่...555 เพราะเราจะพูดถึงอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่คนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยก็คงรู้กันอยู่แล้วเนอะ 55 เราเลยเอาจากที่ตัวเองรู้มาเขียนว่ามีอะไรอร่อยบ้าง อยู่ที่โรงอาหารไหนบ้างค่ะ


2.เอามาเขียนแนะนำเป็นภาษาญี่ปุ่นภายใน 400 ตัวอักษร

     ขั้นตอนนี้เราก็เอาข้อมูลจากข้อ 1 มาเขียนค่ะ แต่ด้วยความที่มีจำกัดว่าภายใน 400 ตัวอักษร จะเขียนหมดคงไม่พอ เราเลยเลือกอาหารมาแนะนำ 3 อย่างค่ะ เขียนออกมาได้ประมาณนี้ค่ะ


 食堂は空腹な学生達の胃を満たす大事な場所である。1 日のエネルギーをもらい、美味しい ご飯で精神的にも癒される場所である。しかし、美味しいものがあれば、美味しくもない物も ある。美味しい物だけを食べられるように、チュラロンコン大学の数多くある食堂から人気の 料理を紹介する。1 番人気があるメニューは文学部食堂の「カオニョウカイ」というフライド チキンとスティッキーライスである。「カオニョウカイ」の魅力はサクサクに挙げられた鶏肉 と甘さと辛さのバランスがよく取れたソースである。2 番の人気メニューは工学部食堂の「ク アイティアウ・トムヤム」というトムヤムヌードルである。独特なスープで長年学生から好ま れている。揚げ物の種類が多く、自分好みでトッピングできる。最後の 3 番は政治学部食堂の 「バミー・オットン」という店である。こちらは 2 番と同様、麺類の店であり、ヌードルの具 材が大量もらえるため、学生からの人気が高い。


3.ส่งให้อาจารย์แก้

     หลังจากที่ส่งให่อาจารย์ดู (ส่งเมลให้อาจารย์ช้าด้วย ตอนแรกส่งไปแต่แบบกระดาษ ฮือออ ขอโทษค่ะ.....) ก็ได้รับคอมเมนต์มาแบบนี้ค่ะ

- เปิดเรื่องน่าสนุกดี
- แก้ภาษาตรงประโยคที่บอกว่า 「カオニョウカイ」の魅力は...である。
  ⇒แก้เป็น 「カオニョウカイ」の魅力は...ある。
- แก้คำผิดตรง はサクサクに挙げられた鶏肉
  ⇒แก้เป็น 揚げられた

     ตอนแรกเรานึกว่า 魅力は ใช้กับ である มาตลอดเลยค่ะ แต่พอไปเช็คกับ 日本語コロケーション辞典 ดูถึงรู้ว่ามีเสน่ห์ที่ไหนเขาใช้ にある กันค่ะ ส่วนตรง 挙げられた นี่คือเด๋อเองล้วนๆค่ะ ฮือ พิมพ์ไปแล้วก็ไม่ได้เช็คว่าคันจิที่ออกมามันถูกมั้ย 555 ถ้า 挙げる จะแปลว่า ยก แบบ ยกตัวอย่างค่ะ (จริงๆก็มีอีกหลายความหมาย 55) ต้องเป็น 揚げる ถึงจะแปลว่าทอดค่ะ


4.ให้เพื่อนคอมเมนต์ให้ 

     หลังจากที่ได้คอมเมนต์จากอาจารย์มาแล้วก็เอาวนให้เพื่อนคอมเมนต์อีกค่ะ คอมเมนต์ที่ได้มาก็มีประมาณนี้ค่ะ

- 2 ประโยคแรกไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเท่าไหร่ เหมือนเขียนเรื่องที่ 当たり前 อยู่แล้ว

     สองประโยคแรกที่ว่าคืออันนี้ค่ะ 食堂は空腹な学生達の胃を満たす大事な場所である。1 日のエネルギーをもらい、美味しい ご飯で精神的にも癒される場所である。 

     ที่เราเขียนไปเพราะต้องการจะบอกว่าโรงอาหารสำคัญยังไง ทำไมเราถึงต้องมาแนะนำอาหารในโรงอาหารด้วย แต่สงสัยจะเขียนออกมาอ้อมไปหน่อย แต่คอมเมนต์อาจารย์บอกว่าเปิดเรื่องได้น่าสนุกดี.....ฮือ เราควรจะทำยังไงกับมันดี...5555 - น่าจะบอกที่มาของความ 人気 นั้น จัดอันดับจากอะไร ใครเป็นคนคิด หรือเป็นความคิดของคนเขียน เอง อืม อันนี้เราพลาดจริงๆค่ะ เราดันใช้คำว่า人気の 料理 ซึ่งมันดูเป็นอะไรที่ทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน คือเวลาอยู่ในมหาวิทยาลัยเราก็รู้แหละว่าอะไรดังไม่ดัง แต่เราก็หาอะไรที่เป็นหลักฐานมาบอกไม่ได้ว่าอันนี้ดังกว่าอันนี้จริงๆนะ เพราะงั้นเราเลยคิดว่าเราน่าจะเปลี่ยนไปบอกชัดๆเลยดีกว่าว่าเป็นอาหารที่เราแนะนำอย่างที่คอมเมนต์นี้บอกค่ะ

- อยากให้มีประโยคสรุป อาจจะเป็นเชิญชวนให้มากิน

     อันนี้เราก็เห็นด้วยค่ะ ตอนเขียนเองก็รู้สึกเหมือนกันว่ามันจบห้วนๆไปหน่อย แต่มันจะเกิน 400 ตัวอักษรเลยจบไปทั้งๆอย่างงั้น...อืม ควรจะมีสรุปจริงๆสินะ 555 


5.เอากลับไปแก้ 

     หลังจากได้คอมเมนต์จากอาจารย์และจากเพื่อนๆมาแล้วเราก็เอากลับไปแก้ให้มันดีขึ้นค่ะ โดยรวมคือเราแก้จาก である体 เป็น ます体 แทนค่ะ เพราะดูตัวอย่างในคาบแล้วเห็นคนใช้ ます体 เยอะ55 ส่วนจุดที่เราปรับแก้ก็จะมีตามนี้ค่ะ ประโยคเปิด 

食堂は空腹な学生達の胃を満たす大事な場所である。1 日のエネルギーをもらい、美味しい ご飯で精神的にも癒される場所である。しかし、美味しいものがあれば、美味しくもない物も ある。美味しい物だけを食べられるように、チュラロンコン大学の数多くある食堂から人気の 料理を紹介する。

チュラロンコン大学は食堂が数ヵ所あり、それぞれの食堂は豊富なメニューを取り揃えています。ここで、3つのおすすめのメニューを紹介します。

      ประโยคเปิดเราตัดสินใจแก้เป็นแบบนี้ค่ะ เหตุผลแรกคือ ประหยัดตัวอักษรค่ะ 55 คือเราคิดว่าเราควรจะลดตัวอักษรตอนเกริ่นเพื่อที่จะเอาไปใช้กับประโยคสรุปแทนค่ะ แล้วที่เปลี่ยนอีกที่คือ เปลี่ยนจาก 人気の 料理を紹介する เป็นおすすめのメニューを紹介します แทนค่ะ

- ประโยคสรุป

     จากตอนแรกที่เราไม่ได้เขียนประโยคสรุป คราวนี้เราไปเขียนมาเพิ่มแล้วค่ะ! 55 จริงๆตอนเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยเราใส่เรื่องของหวานกับเครื่องดื่มไปด้วย แต่ที่เขียนไม่พอ เราเลยคิดว่าเอามาใส่ในประโยคสรุปหน่อยนึงละกัน แล้วก็ใส่ปรัะโยคเชิญชวนให้มากินตามที่มีคนคอมเมนต์มาให้ด้วยค่ะ ประโยคสรุปจะเป็นแบบนี้ค่ะ

食堂には料理以外飲み物やスイーツも揃っています。チュラロンコン大学を寄る際、ぜひ食べてみてください。

6.ให้อาจารย์เช็คอีกรอบ

     หลังจากเราแก้แล้วก็เอาไปให้อาจารย์เช็คอีกรอบค่ะ (อาจารย์คนละคน 55) คราวนี้ได้คอมเมนต์กลับมาตามนี้ค่ะ - อันดับ 1 กับ 2 เป็น 料理 แต่ทำไมอันดับ 3 เป็น 店 ได้คอมเมนต์มาก็ เอ้อ จริงด้วย 555 เราเลยตัดสินใจแก้เป็น 料理 ให้หมดเลยละกัน จากตอนแรกอันสุดท้ายเป็น「バミー・オットン」という店 เราแก้เป็น 「バミー・オットン」という店のヌートル ค่ะ


- แล้วคนอ่านจะหาโรงอาหารเจอได้ยังไง

     เจอคอมเมนต์นี้เข้าไปเราไปไม่ถูกเลยค่ะ.....ฮือ 55 อืม มันก็จริงเนอะ บอกแค่ว่าอยู่โรงอาหารคณะไหนคนอ่านอาจจะหาไม่เจอ...แต่เราคงใส่ที่ตั้งของโรงอาหาร 3 โรงไปใน 400 ตัวไม่ได้ จริงๆก็อยากจะแปะแผนที่ไปเลย แต่เขาก็ให้เขียนเป็นตัวหนังสือ........พอไปถามอาจารย์เลยได้คำแนะนำว่าให้ใส่ลิงค์แผนที่ไปตรงท้ายให้เขาไปกดดูค่ะ เลยใส่อันนี้เพิ่มค่ะ ⇒ (大学の地図はこちら)แล้วก็เพิ่มด้วยว่าอาหารที่แนะนำอยู่ในร้านไหนของโรงอาหารค่ะ

     สุดท้ายแลกกันดูกับเพื่อนในกลุ่มอีกรอบแล้วได้คอมเมนต์ว่าถ้าแบ่งย่อหน้าน่าจะอ่านง่ายขึ้นเราเลยลองแบ่งย่อหน้าดูค่ะ ตอนแรกไม่ค่อยอยากแบ่งเพราะรู้สึกว่ามันสั้นอยู่แล้ว แบ่งย่อหน้าแล้วแต่ละย่อหน้าจะสั้นไป แต่รู้สึกว่ามาเป็นยาวๆแล้วอ่านยากจริงๆ เลยลองแบ่งดูค่ะ


7.เอาไปลง lang-8 ให้คนเช็คภาษา

     คราวนี้เศร้ามากค่ะ มีคนแก้ให้คนเดียว แถมแก้ให้ที่เดียวด้วย... สงสัยเราจะลงเวลาที่คนเห็นน้อย หรือเพราะมันยาวไป...ฮือ ที่มีคนแก้มาให้คือประโยคนี้ค่ะ   
「カオニョウカイ」の魅力はサクサクに挙げられた鶏肉甘さと辛さのバランスがよく取れたソースにあります。
     อืมม...ลังเลมากว่าจะแก้ตามเขาดีมั้ย เพราะข้างหลังมันมี にあります อยู่แล้ว เลยคิดว่า に จะซ้ำกันมากเกินไปรึเปล่า แต่ดูแล้วมันก็ห่างกันอยู่ เป็น に ก็ได้แหละมั้ง 555 รู้สึกว่าใช้ に แล้วดูภาษาสวยขึ้นหน่อยนึง (?) 555








สรุปแก้ทุกอย่างออกมาแล้วเป็นแบบนี้ค่ะ!


チュラロンコン大学食堂のおすすめの料理

 チュラロンコン大学は食堂が数ヵ所あり、それぞれの食堂は豊富なメニューを取り揃えています。ここで、3つのおすすめのメニューを紹介します。

 1番目は文学部食堂5番の店の「カオニョウカイ」というフライドチキンとスティッキーライスです。「カオニョウカイ」の魅力はサクサクに挙げられた鶏肉と甘さと辛さのバランスがよく取れたソースにあります。

 2番目は工学部食堂のルジ店の「クアイティアウ・トムヤム」というトムヤムヌードルです。独特なスープで長年学生から好まれて、揚げ物の種類が多く、自分好みでトッピングできます。

 最後の3番目は政治学部食堂の「バミー・オットン」という店のヌードルです。こちらは2番目と同様、麺類の店であり、ヌードルの具材が大量もらえるため、学生からの人気が高いです。

 各食堂には料理以外飲み物やスイーツも揃っています。チュラロンコン大学を寄る際、ぜひ食べてみてください。(大学の地図はこちら








สรุปข้อที่ควรระวังที่เจอในการเขียนครั้งนี้



1.ระวังเรื่องコロケーション อย่างเช่นตรง ~の魅力は...にある。

2.อย่าสะเพร่า...อ่านเช็คด้วยว่าพิมพ์ผิดมั้ย (นี่เป็นจุดอ่อนของเราเลยค่ะ เชื่อว่าในบล็อคนี่ก็คงมีพิมพ์ผิดเพียบ...ก็พยายามอ่านทวนแล้ว แต่ถ้าเจอช่วยคอมเมนต์บอกเราทีนะคะ ;w;)

3.ดูความเข้ากันของเนื้อหาทั้งหมด อย่างตรงที่ของเราแนะนำอาหาร 2 อันดับ แต่อันดับที่ 3 ดันเป็นร้าน

4.ถ้ามีจำกัดตัวอักษรให้ดูความสำคัญของเนื้อหาในสัมพันธ์กับจำนวนตัวอักษรที่ใช้ อย่างที่ของเราใช้ตัวอักษรตรงเกริ่นมากเกินไป เลยไม่มีที่ให้เขียนสรุป ทั้งๆที่เกริ่นนำกับสรุปน่าจะสำคัญพอๆกัน

5.มองในมุมมองคนอ่าน อย่างของเราลืมนึกไปว่าคนอ่านจะหาโรงอาหารไม่เจอ เลยไม่ได้ใส่ที่ตั้งไว้ให้ หาคิดถึงคนอ่านมากขึ้นก็น่าจะเขียนอะไรที่มีประโยชน์กับคนอ่านได้มากขึ้นค่ะ!






     พอเขียนออกมาว่าเราแก้ไปยังไงบ้างแล้วก็รู้สึกว่าผ่านประบวนการอะไรมาเยอะเหมือนกันแฮะ กว่าจะออกมาเป็นงานเขียนชิ้นนึง นี่ขนาดแค่ 400 ตัวอักษรนะเนี่ย 55 เขียนบล็อคที่นึงแล้วออกมายาวมาก ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ !







Monday, February 27, 2017

【บุงอัล】ฮากิวะระ ซะคุทาโร่ กับ อากุตะกะวะ ริวโนะสึเกะ

     แฮ่ สวัสดีค่ะ วันนี้ไม่ได้โผล่มาอัพเรื่องเรียนแต่อย่างใด วันนี้เราโผล่มาติ่งค่า 55555 หลายคนเห็นหัวบล็อคแล้วคงแบบ ชื่อนักเขียนมาเต็มขนาดนี้ ต้องจริงจังมากแน่ๆ (ถึงจะไม่รู้จักซะคุทาโร่แต่น่าจะรู้จักอากุตะกะวะกันเนอะ 55)  แต่จะบอกว่า เรื่องของสองคนนี้ที่เราจะพูดถึงเป็นเรื่องที่มีที่มาจากเกมค่ะ 5555

     ก่อนอื่นก็คงต้องพูดถึงเกมกันก่อน (แต่จะขอพูดถึงแค่คร่าวๆละกันนะคะ 55 ) เกมที่เราจะพูดถึงก็คือ 文豪とアルケミスト หรือเรียกย่อๆว่าบุงอัลค่ะ ทุกคนอาจจะงงว่า อ้าว แล้วนักเขียนมาเกี่ยวอะไรกับเกม คือเกมนี้เป็นเกมที่เอานักเขียนในยุค近代มาเปลี่ยนเป็นคาแรคเตอร์ในเกมค่ะ เนื้อเรื่องของเกมนี้ก็คือเราจะเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุแล้วต้องเรียกวิญญาณของนักเขียนให้กลับมาเกิดใหม่เพื่อที่จะสู้กับปีศาจ(?) ที่จะมากัดกินหนังสือค่ะ


หน้าตาเกมจะเป็นประมาณนี้ค่ะ!

     ทีนี้ มาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ 55 ที่เราเริ่มสนใจความสัมพันธ์ของ ฮากิวะระ ซะคุทาโร่ กับ อากุตะกะวะ ริวโนะสึเกะ ก็มีที่มามาจากเกมนี้ค่ะ คือตอนแรกเราไม่รู้เลยว่าสองคนนี้เขามีความเกี่ยวข้องกันด้วย จนไปเจอจดหมายในเกมฉบับนี้ 


"ผมได้ไปอ่านงานของอะกุตะกะวะคุงดีๆแล้วนะ ผมไม่ได้ทำความเข้าใจงานของอะกุตะกะวะคุงเลยจริงๆนั่นแหละ มาเข้าใจเอาหลังจากที่อะกุตะกะวะคุงตายไปแล้วเนี่ย ผมนี่งี่เง่าจริงๆเลย ไว้ไปกินปลาไหลด้วยกันสามคนกับไซอีกนะ"

     (ขออภัยในความง่อยของคำแปลค่ะ.../กราบ) ฮือ พอเห็นจดหมายฉบับนี้ก็เลยแบบ เอ๊ะๆ เขาเคยมีเรื่องอะไรกันเหรอ!? เราเลยลองไปหาประวัติของเขามาอ่านดูค่ะ พออ่านไปแล้วก็แบบ โฮฮฮฮฮ มันดีนะะะ ความสัมพันธ์ของสองคนนี้นี่ดีจังเลยยยยยย เลยจะเอามารวมไว้ในนี้ค่ะ (คือจะหาคนกรี๊ดด้วย 5555) เรื่องที่รวมไว้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงค่ะ แต่ผ่านการสรุปด้วยฟิลเตอร์แฟนเกิร์ล และมีการเอาตัวละคนในเกมไปซ้อนทับกับนักเขียนตัวจริง เพราะงั้นก็ใช้วิจารณญาณ(?)ในการอ่านนะคะ 555






ฮากิวะระ ซะคุทาโร่ กับ อากุตะกะวะ ริวโนะสึเกะ


     ถ้าจะพูดถึงความสัมพันธ์ของสองคนนี้ก็คงจะต้องพูดถึง มุโร่ ไซเซย์ ด้วยค่ะ เพราะงั้นโดยรวมเราเลยจะพูดถึงความสัมพันธ์ของสามคนนี้ แต่ว่าเน้นหนักไปที่ซะคุเซ็นเซย์กับอากุตะกะวะค่ะ


ทั้งสามคนจากเกมบุงอัลค่ะ! (ความสามารถในการวาดรูปเราทำได้แค่นี่แหละ....ฮือ 5555) ไซเซ็นเซย์ออกมาหน้าเหมือนคะไตเลย ขอโทษค่ะ...

     สามคนนี้มีจุดร่วมกันตรงที่บ้านอยู่ใกล้กันค่ะ สามคนนี้เคยอยู่แถวๆทะบะตะด้วยกันอยู่ช่วงนึง ตอนแรกไซเซ็ยเซย์กับอากุตะกะวะเซ็นเซย์อยู่แถวนั้นก่อนแล้วซะคุเซ็นเซย์ย้ายตามมาเพราะอยากอยู่ใกล้ๆไซเซ็นเซย์ 555 ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจะเป็นประมาณนี้ค่ะ


     แนะนำคร่าวๆก่อนว่า ไซเซ็นเซย์กับซะคุเซ็นเซย์เป็นนักเขียนกลอนค่ะ ส่วนอากุตะกะวะก็เป็นนักเขีนยนิยาย (น่าจะรู้จักกันอยู่แล้วเนอะ 55) อากุตะกะวะเซ็นเซย์มีเขียนไฮกุออกมาบ้างนิดหน่อย ส่วนไซเซ็นเซย์หลังๆเริ่มหันมาเขียนนิยายแทนเขียนกลอนค่ะ (สงสัยเพราะเขียนกลอนได้เงินน้อย 55)

     ซะคุเซ็นเซย์กับไซเซ็นเซย์สนิทกันมากกกกค่ะ (ก็ถึงขนาดย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ๆ 555) ในงานเขียนของไซเซ็นเซย์มีเขียนไว้ว่าเขากับซะคุเซ็นเซย์เป็น 二魂一体 กัน ประมาณว่าถึงเป็นคนละคนแต่ก็เหมือนเป็นคนเดียวกันค่ะ ส่วนซะคุเซ็นเซย์ก็เคยเขียนในจดหมายว่าไซเป็นเหมือนพี่น้องของตัวเองค่ะ ซะคุเซ็นเซย์รู้จักกับอากุตะกะวะเซ็นเซย์ผ่านการแนะนำของไซเซ็นเซย์แล้วก็สนิทกันในช่วยสองสามปีก่อนที่อากุตะกะวะเซ็นเซย์จะฆ่าตัวตายค่ะ ไปอ่านเจอมาว่าวันที่อากุตะกะวะเซ็นเซย์จะฆ่าตัวตายเขาไปหาไซเซ็นเซย์ที่บ้านแต่ว่าไซเซ็นเซย์ไม่อยู่ พอไซเซ็นเซย์รู้เรื่องเลยเสียใจมากว่า ถ้าได้เจอกันก่อนอาจจะช่วยรับฟังเรื่องของอากุตะกะวะเซ็นเซย์แล้วช่วยพูดให้เขาไม่ฆ่าตัวตายได้ (ฮืออออ)


ซะคุทาโร่ ← อากุตะกะวะ



-ชอบกลอนซะคุเซ็นเซย์มาก ชื่นชม
เคยนอนอ่านหนังสือรวมผลงานอยู่ตอนเช้า อ่านไปเจอกลอนของซะคุเซ็นเซย์แล้วชอบมากขนาดที่วิ่งไปหาซะคุเซ็นเซย์ที่บ้านแล้วบุกไปถึงห้องนอนโดยที่ตัวเองยังใส่ชุดนอนอยู่

-เคยพูดไว้ว่าตัวเองกับซะคุเซ็นเซย์เป็นนักเขียนกลอน(詩人)ที่เหมือนกันมาก 

-ตอนที่ได้ยินว่าซะคุเซ็นเซย์จะย้ายมาอยู่ที่ทะบะตะ อากุตะกะวะเซ็นเซย์ดีใจมาก ถึงขนาดเขียนจดหมายไปเล่าให้เพื่อน (ซาโต้ ฮารุโอะ) ฟัง 555

-พอซะคุเซ็นเซย์ย้ายมา ไซเซ็นเซย์ก็บอกว่าไว้จะพาซะคุเซ็นเซย์มาทักทาย แต่ก็ไม่มาสักที อะกุตะกะวะเซ็นเซย์เลยไปหาซะคุเซ็นเซย์ที่บ้านเอง 555

-ไม่ว่าซะคุเซ็นเซย์จะเอาแต่ใจยังไงก็ไม่ค่อยโกรธ (อันนี้ไปเจอมาในบทความที่ซะคุเซ็นเซย์เขียนตอนอากุตะกะวะเซ็นเซย์ตายค่ะ สงสัยเหมือนกันว่าซะคุเซ็นเซย์ไปเอาแต่ใจอะไรไว้ 555 แถมซะคุเซ็นเซย์ยังเขียนไว้ว่า อากุตะกะวะไม่โกรธจนบางทีเขาก็หงุดหงิดว่าโกรธบ้างก็ได้นะ 555)

ซะคุทาโร่ → อากุตะกะวะ




-ตอนแรกแอบรู้สึกต่อต้าน เพราะรู้สึกว่าอากุตะกะวะเป็นคนที่มองความคิดคนอื่นออกแล้วพยายามปรับตัวให้เข้ากับอีกฝ่ายเกินไปจนซะคุเซ็นเซย์บอกว่ารู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า ทั้งๆที่ตัวเองอายุมากกว่าแท้ๆ

-ไม่ชอบงานของอากุตะกะวะ (จริงๆคือไม่ชอบนิยาย) แต่บอกว่าชอบนิยายเรื่องหลังๆอย่างเช่น กัปปะ

-บอกว่าไม่ชอบงานของอากุตะกะวะเพราะเหมือนดูด้วยมุมมองของบุคคลที่สามมากไป ไม่ค่อยมีอารมณ์ของตัวเองในงานเท่าไหร่ เป็นงานแบบที่ตรงข้ามกับงานของตัวเอง (ถึงขนาดเคยเขียนไว้ว่า ถ้าในด้านมุมมองเกี่ยวกับงานเขียน เขากับอากุตะกะวะถือเป็นฝั่งตรงข้ามกัน เป็นศัตรูกัน)

-ไม่ยอมรับอากุตะกะวะในฐานะนักเขียนกลอน(詩人)ซะคุเซ็นเซย์เคยเขียนไว้ว่าอากุตะกะวะเป็นนักวิจารณ์กลอนที่ดี อ่านแล้วรู้ว่ากลอนไหนดีไม่ดี ให้คำวิจารณ์ได้ตรงจุด แต่ยังไงๆก็ไม่ใช่นักเขียนกลอน (กลอนในความหมายของซะคุเซ็นเซย์คืออะไรที่แสดงอารมณ์อันรุนแรงของคนเขียนออกมา อากุตะกะวะที่เขียนงานที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ของตัวเองออกมาเลยไม่ใช่นักเขียนกลอน)

-ทั้งๆที่ไม่ยอมรับมาตลอด แต่พออากุตะกะวะตายถึงได้มานั่งย้อนอ่านนิยายของอากุตะกะวะอีกรอบแล้วถึงเจอความ "รู้สึกอันรุนแรง" ที่อยู่ในนั้น ถึงได้ยอมรับงานของอากุตะกะวะ

-เหมือนว่าจะเคยเขียนไว้ว่าอากุตะกะวะเป็นชู้รัก(愛人)ของตัวเองด้วย 555 (แต่ก็เหมือนจะเคยเขียนถึงไซเซ็นเซย์แบบนี้เหมือนกัน 55555 ) แต่อันนี้เรายังหาที่มาไม่เจอค่ะ ใครรู้ช่วยบอกเราที 55



โมเม้นของสามคนนี้ 

1.ความวุ่นวายที่จูโอเท

     มีครั้งนึงที่ซะคุเซ็นเซย์ไปงานเลี้ยงแล้วต้องขึ้นไปพูด พอพูดแล้วมีคนไม่พอใจจนกลายเป็นเรื่องทะเลาะกันในงาน ตอนนั้นไซเซ็นเซย์พยายามจะช่วยซะคุเซ็นเซย์เลยหยิบเก้าอี้มาเหวี่ยงๆเป็นอาวุท พออากุตะกะวะที่ไม่ได้ไปงานได้ยินเรื่องนี้ก็ส่งจดหมายมาหาไซเซ็นเซย์ประมาณว่า ทำดีมากเพื่อนรัก เหวี่ยงอีกๆ 5555 งานนี้ถูกจัดขึ้นที่ร้าน (ไม่แน่ใจว่าใช่ชื่อร้านมั้ย? 555) จูโอเท ซะคุเซ็นเซย์เลยเรียกขำๆว่า "เหตุการณ์ความวุ่นวายที่จูโอเท"

2.ซะคุเซ็นเซย์กับอากุตะกะวะเซ็นเซย์ทะเลาะกัน

     ซะคุเซ็นเซย์เคยไปพูดไว้ในงานรวมตัวนักเขียนงานนึงว่าเขาไม่คิดว่าอากุตะกะวะเป็นนักเขียนกลอน ซะคุเซ็นเซย์ตั้งใจพูดในงานที่อากุตะกะวะเซ็นเซย์น่าจะเข้าร่วม แต่อากุตะกะวะเซ็นเซย์ดันไม่มา แต่หลังจากนั้นอากุตะกะวะเซ็นเซย์ก็ได้ยินเรื่องนี้แล้วก็โกรธ เลยไปเคลียร์กัน อากุตะกะวะเซ็นเซย์บอกว่า "ผมมีความเป็นนักเขียนกลอน(ในที่นี้คืองานที่แสดงอารมณ์รุนแรงออกมา)มากเลยนะ ทั้งๆที่เราเหมือนกันขนาดนี้แท้ๆ แต่ทำไมฮากิวะระคุงไม่เข้าใจผมเลย" แต่ซะคุเซ็นเซย์ก็บอกว่า "เราไม่เห็นจะเหมือนกันเลย นิสัยเราอาจจะเหมือนกัน แต่งานของเราไม่เหมือนกัน" แล้วก็เถียงกันไปเถียงกันมาว่าเหมือนหรือไม่เหมือน 55 สุดท้ายอากุตะกะวะเซ็นเซย์ก็บอกว่า "ทั้งๆที่ผมเข้าใจคุณแท้ๆ แต่ทำไมคุณไม่เข้าใจผมเลย ไม่แม้แต่จะพยายามทำความเข้าใจด้วย" (แปลมาคร่าวๆจาก芥川龍之介の死 ที่ซะคุเซ็นเซย์เขียนค่ะ)

อ่านไปแล้วก็ อ๋ออ ในจดหมายนี่หมายถึงอย่างงี้นี่เอง ฮืออออออ อากุตะกะวะเซ็นเซยยยยยยย์

3.ไปกินปลาไหลด้วยกันสามคน

     มีครั้งนึงตอนที่ไปกินปลาไหลด้วยกันสามคน อากุตะกะวะเซ็นเซย์พูดว่า ถ้าดูด้านนิสัยแล้ว ตัวเองสนิทกับซะคุเซ็นเซย์มากกว่าสนิทกับไซเซ็นเซย์อีก (อ้าว ซะงั้น ทั้งที่รู้จักกับไซเซ็นเซย์มาก่อนแท้ๆ 555) ไซเซ็นเซย์เลยโกรธแล้วบอกว่าเกลียดคนนกสองหัวอย่างอากุตะกะวะเซ็นเซย์ที่สุดเลย แล้วครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ซะคุเซ็นเซย์ได้เจออากุตะกะวะเซ็นเซย์ก่อนตาย

อืม อ่านแล้วรู้สึกว่าถ้าชวนไปกินปลาไหลด้วยกันสามคนอีกไซเซ็นเซย์คงไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ 5555






     เท่าที่เราไปหามาก็มีประมาณนี้ค่ะ! เฮือกกกก รู้สึกใช้พลังงานไปเยอะมาก 555 ข้อมูลส่วนใหญ่เอามาจาก 芥川龍之介の死 ที่ซะคุเซ็นเซย์เขียนค่ะ อ่านไปก็รู้สึกว่าทำไมซะคุเซ็นเซย์ใจร้ายจัง 555 ฮือ แต่ก็ชอบนะ.... ในสายตาเรารู้สึกว่าสองคนนี้ตรงกันข้ามยังไงก็ไม่รู้ 555 รู้สึกว่าซะคุเซ็นเซย์เป็นคนที่ชอบบอกว่า เหงาๆ ชีวิตเศร้า แต่จริงๆคือเป็นคนที่ชีวิตดีมาก 555 ส่วนอากุตะกะวะเซ็นเซย์ดูเป็นคนที่เศร้าแต่แสดงความเศร้าของตัวเองออกมาไม่ค่อยเก่ง แต่เราก็อ่านงานเขาไปไม่เยอะเลยไม่ค่อยรู้เหมือนกันค่ะ 555 ไว้ว่างๆจะไปอ่านฮะกุรุมะนะ...

     ฮือ คราวนี้ติ่งไปเต็มที่เลย เขียนไปยาวมาก แถมรู้สึกว่าอธิบายไม่ค่อยจะรู้เรื่องด้วย โฮ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ (จะมีมั้ย 555) ถ้ามีคนมากรี๊ดเกมนี้กับเราจะดีใจมากค่ะ 555 แล้วเจอกันใหม่นะคะ!

ปล. ใครสนใจต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นไปอ่านกันได้ที่นี่ค่ะ
        http://yab.o.oo7.jp/sakutarou1.html
        http://yab.o.oo7.jp/akukou.html
        http://yab.o.oo7.jp/akutui.html


          


Saturday, February 25, 2017

ทำพาวเวอร์พอยท์ยังไงให้ดูง่าย??

     เย่ สวัสดีค่ะ หลังจากที่ไม่ได้อัพมานาน วันนี้เราจะมาเขียนเรื่อง ทำพาวเวอร์พอยท์ยังไงให้ดูง่ายค่ะ ข้อมูลที่เอามาเขียนเราจะเอามาจากหนังสือ 一生使える見やすい資料のデザイン入門 ค่ะ

     เนื้อหาที่เราอ่านจะเป็นส่วนของบท 3-บท 4 ค่ะ บท 3 เขาจะพูดถึงการใช้สไลด์มาสเตอร์ค่ะ (คนที่เรียนวิชา basic concept of computer แล้วก็น่าจะเคยเรียนกันมาแล้วเนอะ 55 ) แล้วเขาก็บอกว่า ควรเลือขนาดสไลด์เป็น 4:3 เพราะเครื่องฉายที่ไม่รองรับ 16:9 ยังมีอยู่เยอะ แล้วก็ไม่ควรใช้เท็มเพลทที่มีมาให้กับพาวเวอร์พอยท์ เพราะมันใส่อะไรตกแต่งมาเยอะเกินไป ทำให้ดึงสายตาคนออกจากเนื้อหาค่ะ (บริทัษไมโครซอฟคงกำลังร้องไห้ 555)

     ส่วนบทที่ 4 เขาพูดถึงเรื่อง ทำยังไงให้พาวเวอร์พอยท์ดูดีค่ะ แต่คืออ่านๆไปแล้วก็มีบางที่ที่เราไม่ค่อยเห็นด้วยกับคนเขียน 555 ในนี้เราเลยจะขอเขียนแบ่งเป็นข้อที่เราอ่านแล้วรู้สึกชอบกับไม่ชอบนะคะ

ข้อที่ชอบ

1.อะไรที่อธิบายด้วยรูปได้ให้อธิบายด้วยรูปแทน

     เขาบอกว่าอะไรที่เป็นโฟลว์หรือพวกขั้นตอนที่อธิบายด้วยรูปใด้ให้ใช้รูปแทนการเขียนประโยคยาวๆค่ะ หรืออย่างอะไรที่เป็นการโควตคำพูดก็ให้ใส่กรอบคำพูด การใช้สัญลักษณ์อย่างลูกศร กรอบคำพูด หรือกรอบสี่เหลี่ยมแทนจะทำให้ดูเข้าใจง่ายมากกว่าค่ะ (อย่างที่เราพิมพ์อยู่ตอนนี้ก็ควรจะเอาตัวอย่างเป็นรูปมาใส่แทน.....แต่เรารู้สึกว่าไม่ควรเอารูปจากหนังสือเขามาแปะเลยขอเขียนเป็นประโยคแทนละกันค่ะ)


     อืม...จริงๆส่วนที่เราอ่านแล้วชอบก็มีหลายข้อนะ แต่สรุปออกมาแล้วก็คือข้อ 1  อะไรที่อธิบายด้วยรูปได้ให้อธิบายด้วยรูปแทน หมดเลย...555 เลยไม่รู้จะเขียนอะไรไปมากกว่านั้น ฮือ 55




ข้อที่ไม่ชอบ

1.หน้าปก......


     อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหาเท่าไหร่ แต่คือ...เราอาจจะโง่เองรึเปล่า แต่เราดูแล้วงงว่าตกลงหนังสือมันชื่อเรื่องว่าอะไร....5555 คือถ้าอ่านแบบปรกติก็ต้องนึกว่ามันชื่อ 見やすい資料の一生使えるデザイン入門 รึเปล่า? 555 แต่พออ่านแล้วก็รู้สึกว่าตำแหน่งที่ขยายมันแปลกๆรึเปล่านะ? เลยไปหาชื่อหนังสือดูถึงได้รู้ว่ามันชื่อ  一生使える見やすい資料のデザイン入門 ค่ะ 5555 นี่ถือเป็นตัวอย่างการออกแบบที่ไม่ดีได้รึเปล่านะ? 55

2. ใส่รูปให้เต็มหน้า ไม่ต้องเว้นขอบ

     ในเล่มนี้เขาบอกว่า ถ้าเป็นรูปแนวตั้งก็ให้ใส่รูปให้ติดขอบบนล่างไปเลย ส่วนรูปแนวนอนก็ใส่ให้เต็มแผ่น แล้วค่อยใส่กรอบตัวหนังสือทับรูปไปเลย ซึ่ง...เราไม่ชอบง่ะ...คือมันอาจจะดูง่าย....มั้ง? แต่เราว่ามันดูอึดอัด ดูแล้วไม่ค่อยสบายตาเท่าไหร่ค่ะ...ยิ่งอันที่บอกว่าให้ใส่รูแนวนอนให้เต็มแผ่นพาวเวอร์พ้อยท์ เขาบอกว่าทำแบบนี้แล้วดูมีสไตล์ ฮือ แต่เราไม่ชอบอ่า ถ้าความดูง่ายก็เรื่องนึง แต่ถ้าเรื่องความสวยงามมันคงแล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนเนอะ 55

     อืม พออ่านบท 4 แล้ว ถ้าบอกว่าเป็นการทำให้อ่านง่ายก็เข้าใจได้ แต่พอเขาขึ้นหัวบทว่า ทำให้ดูดี เลยอาจจะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยยอมรับนิดหน่อย 5555 คือรู้สึกว่าแบบที่เขาบอกว่าไม่ถูกมันสวยกว่าง่ะ...




    เท่าที่อ่านไปสองบทรู้สึกไม่ค่อยถูกใจหนังสือเล่มนี้เท่าไหร่ แหะๆ แต่ถ้าใครสนใจก็ลองไปหาอ่านดูได้นะคะ วันนี้อาจจะมาสั้นๆไปหน่อย แต่ก็ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ!





Sunday, February 5, 2017

魅力的な自己紹介! - My New Me -

     สวัสดีค่ะ สังเกตมั้ยคะว่าวันนี้ title ของบล็อคไม่เหมือนเดิม...ใช่แล้ว คำว่า タスクมันหายไปแล้วค่ะ 555 (จริงๆก็ไม่ได้ใส่ตั้งแต่ครั้งก่อนหน้านี่แล้วล่ะ 555) ที่เอาออกเพราะเรางงมากว่าสรุปนี่เราทำタスクไหนอยู่ หรือจริงๆタスクมันไม่ได้แบ่งตามจำนวนครั้งที่เขียนบล็อค? หรือจำนวนครั้งที่เขียนบล็อคของเรามันแปลกเอง??? ฮือ สรุปเลยคิดว่าเลิกดีกว่า 555

     สารภาพว่า ตอนนี้เราไปไล่อ่านบล็อคคนอื่นแล้วงงมากค่ะ....สรุปคือเอ็นทรี่คราวที่แล้วที่เราเขียนไปนี่มันคืออะไร ทำไมไม่เห็นมีใครเขียนแบบเราเลย 5555555 เราเข้าใจว่าการบ้านคือให้เขียนแนะนำตัวแบบตัวอย่างของคนที่เขียนสมัครงาน....แต่คนอื่นดูไม่ได้เข้าใจแบบนั้น ฮือ 555 แล้วเราดูในสไลด์หน้าการบ้านมีเขียนว่าให้คิดว่า 魅力的な自己紹介 คืออะไร แล้วก็ให้เขียนความเห็นกับสรุป ในบล็อคที่แล้ว แต่กลายเป็นว่าต้องสรุปในคราวนี้...? (ก็อปแปะได้มั้ย ฮือ 555) งงไปอีก ฮือ /เอาหัวโขกคอม...





     ฮือ หลังจากบ่นมายาว เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ 555 นี่จะเป็นการเขียนเกี่ยวกันการแนะนำตัวครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ (สุดท้ายแล้วจริงๆ เอ็นทรี่ที่แล้วนี่สุดท้ายหลอกๆ 55) หลังจากที่ไปดูคนอื่นๆแนะนำตัว แล้วก็มาวิเคราะห์ว่าการแนะนำตัวที่ดีเป็นยังไง ในคาบที่แล้วเราก็ได้มาแนะนำตัวกันอีกรอบค่ะ


อันนี้คือที่แกะเทปมาจากที่พูดในคาบค่ะ


 こんにちは。ウィタラニーと申します。えっと、本名はちょっと長いかもしれませんが、ニックネームはソムです。ソムは日本語でみかんという意味です。まあ、どうぞよろしくお願いします。あ、まだ終わってない。えっと、なんだろう。

 えっと、私は漫画がとても好きなので、えーと、留学生してたときは、えっと、漫画の中のオノマトペについて研究していました。オノマトペは、こう、バンとかザーとか音を表す言葉ですね。えーと、今はまっている、まあ、今っていうより、前からはまっているものはハイキューっいいうバレーボールの漫画です。えっと、この漫画も研究の材料として使っていました。

 えーと、疲れるときは、家で漫画を読んでゆっくりすることが好きです。まあ、えっと、ストレスが溜まっているときは、外に遊びに行く人も多いかもしれませんが、私にとっては家でゆっくりするのが一番好きです。あんまり人に会うのは、えっと、逆に、ストレスになるので家でゆっくりするのが好きです。まあ、えーと、ちょっとコミュニケーションが苦手な私なんですけど、どうぞよろしくお願いします。


     ค่ะ.........ยาวม๊ากกกก 555555 แล้วก็ลนมาก 555 えっとเยอะแบบ จะเยอะไปไหน ฮือ 5555 นี่พยายามแบ่งย่อหย้าให้อ่านง่ายขึ้นหน่อยนึง พูดผิดเยอะมาก แกะเทปไปนี่อยากจะด่าตัวเองไป เอาเป็นว่าพวกผิดแกรมม่า ใช้คำแปลกๆ フィラー เยอะเกินอะไรแบบนี้เราจะไม่มานั่งแก้ละกัน เราจะขอพูดถึงเนื้อหาแทนละกันค่ะ


จุดที่เราพยายามระวังในการแนะนำตัวรอบนี้คือ

1.พูดชื่อตัวเองหลายๆครั้งในอีกฝ่ายจำได้

     จากเอ็นทรี่ที่แล้วที่เคยเขียนไปว่า มีอาจารย์เสนอว่า ควรจะพูดชื่อหลายๆครั้งเพราะชื่อคนไทยจำยาก เราเลยยองใส่ใจในจุดนั้นมากขึ้นค่ะ แต่สุดท้ายก็พูดไปแค่สองรอบเอง....ถือว่าล้มเหลวมั้ยเนี่ย ฮือ 555 แต่ก็พยายามใส่ความหมายของชื่อไปด้วย จะได้ดูมีเนื้อหาให้เกี่ยวโยงจะได้จำได้ มาคิดตอนนี้น่าจะบอกด้วยว่าทำไมถึงชื่อนี้ ฮือ พลาดละ ไว้คราวหน้าจะพยายามใหม่นะคะ...

2.พยายามให้เนื้อหาเป็นความเป็นเอกภาพ

     จากที่เขียนไปเอ็นทรี่ที่แล้วอีกเหมือนกัน 555 ถ้าแนะนำตัวแล้วทั้งเรื่องเป็นหัวข้อๆเดียวจะทำให้คนฟังจำเราง่ายขึ้น เพราะงั้นเราเลยจะพยายามเน้นไปที่ว่าเราชอบการ์ตูน หัวข้อที่บังให้พูดคราวนี้เหมือนคราวแรก คือ มีเรื่องที่เราศึกษาอยู่ แล้วก็วิธีคลายเครียดด้วย เราเลยพยายามลากให้ทั้งสองเรื่องนี้มาเกี่ยวกับการ์ตูนให้ได้ทั้งคู่ เลยพูดไปประมาณว่า ชอบการณตูนเลยวิจัยเรื่อง オノマトペ แล้วก็เวลาเครียดๆชอบนอนอ่านการ์ตูนอยู่บ้าน แต่หลังๆพูดเรื่องชอบอยู่คนเดียวเยอะไปหน่อย เลยรู้สึกว่าตรงนั้นทำให้ความเป็นเอกภาพมันเสียไปนิดหน่อย...

3.พยายามเชื่อมโยงกับคนที่พูดก่อนหน้าเรา

     อันนี้เป็นข้อที่เราตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ตอนที่เขียนแก้ครั้งแรกแล้วว่าถ้ามีพูดครั้งหน้าเราจะลองทำดูค่ะ แต่คราวนี้คนข้างหน้าดันพูดมาแบบไม่รู้จะโยงยังไงเลย ก็เลยเปลี่ยนเป็นโยงกับคนฟังทุกคนแทนค่ะ ตรงวิธีคลายเครียดเราเขียนไปว่า ชอบนอนอ่านการ์ตูนอยู่บ้าน แล้วก็พูดต่อไปว่า อาจจะมีหลายๆคนที่ชอบออกไปเที่ยวข้างนอกมากกว่า แต่สำหรับเราแล้วออกไปเจอคนแล้วจะเครียดกว่าเดิม 555 รู้สึกว่าอย่างน้อยๆคนที่ชอบออกไปเที่ยวข้างนอกมากกว่าก็คงมีความรู้สึกเหมือนโดนพาดพิงขึ้นมาหน่อยนึง อาจจะทำให้เขาสนใจฟังเราขึ้นมาบ้าง 555


จากนี้ไปจะเป็นข้อผิดพลาดทางด้านเนื้อหาของเราค่ะ 555

  • อย่างแรกเลย เราพูดว่า ตอนไปเรียนแลกเปลี่ยน เราทำวิจัยเรื่อง オノマトペ แต่เราไม่ได้พูดมาก่อนหน้าเลยว่าเราไปแลกเปลี่ยนมา 55555 ฮือ ถ้าเราเป็นคนฟังคงงงๆอยู่...
  • อีกอย่างคือ คิดว่าบางทีเราอาจจะไม่จำเป็นต้องพูดชื่อจริงรึเปล่า ยิ่งชื่อจริงคนไทยยาวๆอยู่ คนญี่ปุ่นฟังแล้วคงงง อาจจะทำให้จำยากขึ้นรึเปล่า 55 



     อืม พอมานั่งดูแล้วก็คิดว่า นี่เราพัฒนาขึ้นบ้างมั้ยเนี่ย 5555 อยากรู้ว่าพัฒนามั้ยก็ต้องลองมาเทียบกันดู 555 นี่เป็นของครั้งแรกค่ะ


 はじめまして。ソムです。オノマトペについて研究しています。ストレス解消に漫画を読んだり歌ったりしています。よろしくお願いします。


     โอเค.......สั้นม๊ากกกกก 5555 ถ้าเทียบกับอันนี้ ไม่ว่ายังไงมันก็ต้องพัฒนาขึ้นแหละ คือเริ่มตั้งซะติดลบขนาดนี้ 5555





     สำหรับหัวข้อ คิดว่าการแนะนำตัวที่ดีเป็นยังไง เราขอไม่เขียนซ้ำละกันค่ะ ไปดูได้จากเอ็นทรี่ที่แล้วนะคะ คราวนี้เราว่าจะมาเขียนว่า เราได้อะไรจากการฝึกแนะนำตัวครั้งนี้แทนค่ะ

1.พยายามทำให้คนอื่นจำเราได้

     เมื่อก่อนเราคิดว่าการแนะนำตัวคือการพยายามจะถ่ายทอดความเป็นตัวเราออกไปให้ได้มากที่สุดค่ะ แต่พอได้มาฟังความเห็นของแต่ละคนแล้วถึงได้รู้ว่า เออ คนฟังอาจจะไม่ได้อยากได้ข้อมูลขนาดนั้น เอาข้อมูลน้อยๆให้จำง่ายๆอาจจะดีกว่ารึเปล่า พอมาลองนึกดูเวลาเราฟังเราเองก็จำข้อมูลเยอะไม่ได้เหมือนกันค่ะ 555

2.ได้รู้ว่าชื่อเป็นเรื่องสำคัญ

     แต่ก่อนเวลาแนะนำตัวเราไม่ค่อยใส่ใจกับชื่อเลยค่ะ ได่ตอนที่ดูคนญี่ปุ่นแยะยำตัว มีความเห็นจากเพื่อนคนนึงบอกว่า ชอบการแนะนำของคนนี้ เพราะเขาพูดชื่อชัดเจน ฟังง่าย เราเลยรู้สึกว่า เออ ชื่อนี่มันสำคัญขนาดนี้เลยนะ แล้วพอคาบต่อมา อาจารย์ก็มีความเห็นว่า พูดชื่อหลายๆครั้ง หรือพยายามเล่นอะไรกับชื่อจะทำให้คนฟังจำได้มากกว่า จริงๆเรารู้สึกว่า แนะนำตัวครั้งแรก จำชื่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก อาจจะเพราะเราขี้ลืมเอง เลยไม่เคยจำชื่อใครได้ในครั้งแรกเลย 555  แต่ดูเหมือนว่าคนจะไม่เป็นแบบนั้นสินะ 555

     สรุปภาพรวมแล้วก็ประมาณนี้ค่ะ! ครั้งนี้เป็นหัวข้อการแนะนำตัวครั้งสุดท้ายแล้ว (สุดท้ายแล้วจริงๆ หวังว่า....5555) ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ!



Thursday, February 2, 2017

แนะนำเว็บไซด์ Lang-8

สวัสดีค่า วันนี้อยากจะมาแนะนำเว็บไซด์ Lang-8 ที่ได้พูดถึงไปในคราวที่แล้วค่ะ




     เว็บนี้เป็นเว็บที่มีไว้สำหรับผู้เรียนภาษาต่างประเทศค่ะ คือเว็บนี้จะให้เราเลือกภาษาที่เราเรียนอยู่กับภาษาแม่ของเราตอนสมัคร พอสมัครไปแล้ว เราจะสามารถนำข้อความที่เราเขียนในภาษาที่เราศึกษาอยู่ไปโพสให้สมาชิกที่เป็นเจ้าของภาษาเช็คได้ค่ะ เหมือนอย่างที่เราใช้ไปคราวที่แล้ว 555

     นอกจากจะให้คนอื่นมาแก้ให้เราแล้ว เรายังไปแก้ให้คนอื่นได้ด้วยค่ะ พอเราเลือกภาษาแม่ตอนสมัครไปแล้ว เว็มมันจะขึ้นโพสของคนที่เรียนภาษาของเราอยู่บนหน้าแรกของเราให้เราเข้าไปแก้ค่ะ อย่างของเราเป็นภาษาไทย ก็จะมีโพสของคนที่เรียนภาษาไทยอยู่ขึ้นมาให้แก้ค่ะ

(ไม่รู้ว่าควรจะต้องเซ็นเซอร์ชื่อยูสเซอร์มั้ย แต่คิดว่าไม่เป็นไร...? ถ้าต้องเซ็นเซอร์ช่วยบอกเราทีนะคะ)

     ระบบของเว็บนี้คือพอเราไปแก้ให้คนอื่นเราก็จะได้แต้มค่ะ มีบางโพสได้แต้มพิเศษด้วย แต่เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไม 555 แล้วพอสะสมแต้มไปเรื่อยๆเราก็จะได้เลื่อนขั้น แล้วพอขั้งสูงๆ โพสของเราก็จะมาอยู่บนๆ ทำให้มีคนเข้ามาแก้ให้มากขึ้นค่ะ  (ซึ่งตอนนี้เราก็ยังเวเวลแรกอยู่ 555)



เรื่องระบบของเว็บก็มีประมาณนี้ค่ะ ต่อไปจะเป็น感想ของเราค่ะ 555



     ตอนแรกเราคิดว่าคนที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจอย่างเราคงจะไม่มีคนมาแก้ให้แน่ๆ หรืออาจจะแบบ ต้องรอสักอาทิตย์นึงอะไรประมาณนั้น 555 แต่พอลงไปแล้วมีคนมาแก้ให้เร็วมากเลยค่ะ อันที่เราลงไปในบล็อคคราวที่แล้วมีคนมาแก้ให้สามคนภายในหนึ่งวันค่ะ ฮือ ปลาบปลื้มมาก 555 
     
     พอลองใช้เว็บนี้แล้วรู้สึกค้นพบทางสว่างมากค่ะ 555 คือปรกติเวลามีอะไรไม่แน่ในเรื่องภาษาญี่ปุ่นที่หาคำตอบเองค่อนข้างยาก คนรอบๆตัวก็จะถามเพื่อนคนญี่ปุ่นกัน ซึ่งเราก็ไม่ได้มีเพื่อนคนญี่ปุ่นที่สนิทขนาดนั้นเลยแอบรู้สึกลำบากอยู่เล็กๆค่ะ (บางทีก็รู้สึกแบบ ช่างมันแล้ว ปล่อยให้ตัวเองไม่รู้ไปก็ได้ 5555) แต่พอเจอเว็บนี้แล้วรู้สึกแบบ รอดแล้ว 5555 แต่เราก็ยังไม่เคยโพสอะไรที่เป็นคำถามไป ไม่รู้จะมีคนมาตอบรึเปล่า ไว้วันหลังจะไปลองดูค่ะ (`・ω・´) 

     แต่จากคราวที่แล้วที่เราลองใช้ดูเราก็คนพบว่า คนญี่ปุ่นที่มาแก้ให้ก็มีความเข้มงวดหลายระดับค่ะ 555 บางคนก็ไม่ค่อยแก้เรื่องคำช่วยให้ แต่บางคนคือแก้ให้เกือบทุกที่ 555 ซึ่งตอนเราไปแก้ให้คนอื่น เราก็ไม่รู้ว่าต้องแก้ขนาดไหนเหมือนกัน อย่างบางที่มันดูแข็งๆ แต่ถ้าความหมายมันถูกแล้ว บางทีเราก็ไม่แก้ค่ะ 55 แล้วก็เวลามีคนแก้มาหลายๆแบบเราจะแอบงงว่าควรจะแก้เป็นแบบไหนดี สุดท้ายก็ต้องมานั่งทวนแกรมม่ากับความหมายว่าต้องใช้แบบไหนถึงจะตรงกับที่เราอยากพูดที่สุด เหมือนได้ทวนแกรมม่าไปในตัวด้วยเลยค่ะ 55 

     อีกอย่างนึงที่เรารู้สึกหลังจากใช้เว็บนี้คือ มีคนสนใจภาษาไทยเยอะกว่าที่คิดค่ะ 55 ตอนแรกนึกว่าภาษาไทยมันจะมีใครโพสถามมาเหรอ ปรากฏว่ามีพอสมควรเหมือนกันค่ะ พอเห็นคนต่างชาติสนใจภาษาไทยแล้วก็แอบรู้สึกดีใจเล็กๆ 55 เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเราเข้าไปแก้ให้คนญี่ปุ่นที่เรียนภาษาไทยอยู่คนนึง แล้วเขาเลยกลับมาแก้ของเราไห้ด้วยค่ะ /ดีใจ แอบคิดอยู่ในใจว่า จากนี้ไปก็ฝากตัวด้วยนะคะ คงจะโพสถามอะไรอีกเยอะ ช่วยมาตอบเราที 555

     สรุปโดยรวมแล้วชอบเว็บนี้มากเลยค่ะ รู้สึกว่ามีประโชยน์มาก สำหรับคนที่พึ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น ใช้แล้วอาจจะยังงงที่เขาแก้มาให้ แต่ถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นพอสมควรแล้วเราว่าเป็นเว็บที่น่าลองใช้มากเลยค่ะ! วันนี้มาสั้นๆแค่นี้ (เรียกว่าสั้นรึเปล่า? 555) แต่ก็ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ!